เีรื่องสั้น
posted on 28 Dec 2011 20:39 by cagedcanary in Talk directory Fictionผ.5 เขียนบันเทิงคดี เรื่องสั้น
ดอกกุหลาบสีน้ำเงิน
ดอกไม้แห่งความฝัน ที่สวยงาม และมั่นคงตลอดกาล…
ขอมอบแด่ ภาพลวงตาของนางผู้งดงาม ผู้ซึ่งข้าไม่สามารถสัมผัสได้อีกนิจนิรันดร์…
เรื่องราวของข้านั้นเกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว เมื่อครั้นรถยนต์ยังเป็นเพียงเกวียนเทียมม้า ถนนลาดยางยังเป็นแค่เพียงเส้นทางเรียบๆมีตัวบ้านและร้านค้าเรียงราย สถานที่ทุกหนแห่งในตัวเมืองที่ดูราวกับอยู่ในภาพวาดโทนสีซีเปีย เมฆาเคลื่อนคล้อยตัดกับท้องนภาสีคราม ได้ยินนกขับขานบทเพลงด้วยเสียงอันไพเราะจากทุกหนแห่ง ตัวข้านั้นเป็นแค่คนขายดอกไม้ในร้านเล็กๆ ซึ่งในวันหนึ่งที่แสนจะสามัญธรรมดาข้าได้พบกับ “นาง” สายตาของข้าไม่อาจละมองไปที่สิ่งอื่นใดได้เลย ภาพความทรงจำในวินาทีที่นางเอื้อนเอ่ยกับข้าด้วยเสียงอันสดใสว่าดอกกุหลาบของข้านั้นช่างสวยเหลือเกิน ยังคงติดตรึงอยู่ในหัวใจของข้า
นางเป็นหญิงงามที่เพียบพร้อมด้วยชาติสกุลและกริยามารยาท ดวงตาสีน้ำเงินงามล้ำยิ่งกว่าอัญมณีใดๆ และรอยยิ้มอันอ่อนโยนเยี่ยงทิวาแรกแสงในยามเช้าของนางสร้างความอบอุ่นและเติมเต็มหัวใจอันมืดมิดเดียวดายของข้าทันทีที่ได้พบเห็น ถ้าท่านเชื่อในรักแรกพบ ความรู้สึกของข้าที่ก่อตัวขึ้นในยามนี้ก็อาจจะเป็นเช่นนั้นก็ได้ แต่ถึงอย่างไร นี่ก็เป็นเพียงความรักข้างเดียวของข้า นางนั้นกลับไม่รู้ตัวเลยแม้เพียงสักนิดว่าในร้านขายดอกไม้เล็กๆแห่งนี้ ร้านที่นางเคยเอ่ยชมว่ามีกุหลาบงามที่สุด ร้านที่นางเคยแวะพักพิงแล้วกล่าวอย่างอ่อนโยนว่าทุกสรรพสิ่งบนผืนปฐพีนี้ช่างงดงามเหลือเกิน ร้านที่เป็นของข้าซึ่งนางมิได้รู้เลยว่านางได้พันธนาการหัวใจดวงนี้เอาไว้ด้วยรอยยิ้มและทุกๆอากัปกิริยาไปแล้ว
แต่แล้วในวันหนึ่ง... วันที่ทุกอย่างดำเนินไปตามปกติ บุปผาผลิบานรับแสงอรุณที่มาเยือน ปักษินร้องเพลงเจื้อยแจ้วกังวานในนภาสีครามสดใส แสงตะวันอ่อนโยนสาดทอคลอเคล้าสายลมหนาวหลงฤดูปลุกทุกสรรพชีวิตให้ตื่นจากนิทรา ทุกสิ่งทุกอย่างช่างเต็มไปด้วยชีวิตชีวาเหลือเกิน ราวกับจะเย้ยหยันถึงเคราะห์ร้ายที่ได้เกิดขึ้น ข้าได้รู้ความจริงที่ว่านางป่วยเป็นโรคที่ไม่อาจรักษาให้หาย ชีวิตของนางจักสิ้นสุดลงที่ความตายในอีกไม่นาน วินาทีนั้นราวกับว่ากาลเวลาได้หยุดนิ่งลง ภาพความทรงจำอันแสนสุขมากมายผุดขึ้นมาในสมองข้า ชีพจรข้าเต้นแรงเพราะเสียขวัญ ขาทั้งสองพาข้าวิ่งไปยังที่พักของนางเร็วเสียจนข้าไม่เคยนึกฝันมาก่อน ส่วนลึกในใจของข้าเอ่ยคำภาวนาต่อพระผู้เป็นเจ้าซ้ำแล้วซ้ำเล่ายิ่งกว่าคนบ้า ภาวนาขอให้นางอย่าเป็นอะไรไปเลย นางยังอ่อนเยาว์นัก ขอพระองค์อย่าพึ่งรับวิญญาณดวงนั้นสู่พระหัตถ์ของพระองค์เลย
ขาของข้าพาข้ามาหยุดอยู่หน้าคฤหาสน์หลังใหญ่หรูหราที่สุดในเมือง สภาพข้าในตอนนี้ทั้งเหงื่อโซมกายเพราะวิ่งมาไม่หยุด สกปรกจากเศษฝุ่นเศษดิน มอมแมมไม่ต่างอะไรกับหมาจรจัดข้างถนน คงจะไม่แปลกอะไรหากเหล่าบริวารของนางจะไม่ยินยอมให้ข้าผ่านเข้าไป ข้าวิงวอนขอพบนาง ข้าพยายามมองหาเค้าร่างของนางจากทุกกรอบหน้าต่างที่เปิดทิ้งไว้ ข้าคุกเข่าอ้อนวอนซ้ำแล้วซ้ำเล่า อาจเพราะความสังเวชใจก็เป็นได้แต่ในที่สุดแล้วเหล่าผู้รับใช้ของนางก็ยินยอมให้ข้าได้เข้าไปพบนาง ข้าเดินตามเหล่าบ่าวไพร่พวกนั้นไปเรื่อยๆ ผ่านสวนสไตล์วิคตอเรียซึ่งเต็มไปด้วยพรรณไม้รูปทรงเรขาคณิตและดอกไม้แปลกๆที่ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน ผ่านซุ้มประตูทางเข้าหรูหราประดับด้วยเสาหินแบบโรมัน ทุกสิ่งแลดูฟุ่มเฟือยและงดงามราวกับอยู่ในโลกที่ข้าไม่เคยรู้จัก พวกมันกำลังดูหมิ่นเย้ยหยันข้าที่พึ่งรู้ตัวว่าตัวเองนั้นต้อยต่ำเพียงใด ข้าไม่รู้สึกเพลิดเพลินไปกับทิวทัศน์ที่รายล้อมรอบกายแม้แต่น้อย เหล่าบ่าวไพร่พาข้ามาหยุดยืนอยู่หน้าประตูไม้สักเคลือบเงาบานหนึ่ง พร้อมทั้งกำชับว่า โรคร้ายของนางเป็นโรคติดต่อ ไม่สามารถให้ข้าคุยกับนางตรงๆได้ แต่ทั้งภาพและเสียงเหล่านั้นช่างห่างไกลเหลือเกิน ในใจของข้าคิดถึงแต่เรื่องของนางจนไม่สนใจสิ่งใดอีก
ข้าเดินตรงเข้าไปใกล้ๆประตูบานนั้นโดยมีเหล่าบ่าวไพร่ยังคงยืนมองข้าอยู่ไม่ห่าง พอลองเคาประตูเบาๆก็ได้ยินเสียงอันอ่อนโยนที่ข้าโหยหามาตลอดตอบกลับมา หัวใจของข้าพองโต ชีพจรเต้นแรงด้วยความปิติยินดี ข้ายื่นมือออกไปสัมผัสกับผิวเรียบมันเย็นเยียบของประตูไม้เนื้อดีอย่างรักใคร่ราวกับว่ามันจะสามารถทำให้ข้ารู้สึกถึงอุณหภูมิจากร่างกายนางที่อยู่อีกฝั่งได้แม้เพียงน้อยนิด ปากของข้าได้แต่อ้ำอึ้งพูดอะไรไม่ออกทั้งๆที่ข้ามีเรื่องมากมายอยากจะไถ่ถามนางเหลือเกิน นางยังคงเอื้อนเอ่ยเรียกชื่อข้าได้อยู่เลย นางจะเป็นโรคร้ายนั้นได้อย่างไรกัน แต่ราวกับมีก้อนอะไรบางอย่างจุกอยู่ในลำคอจนไม่สามารถเอ่ยอะไรออกไปได้ จนในที่สุดนางก็เป็นผู้เอ่ยขึ้นมาก่อน เสียงของเราสนทนาโต้ตอบกันถึงเรื่องปกติธรรมดาสามัญจนราวกับเวลาน้ำชาในร้านดอกไม้เล็กๆ นางเอ่ยว่านางอยากเห็นดอกกุหลาบของข้า นางอยากเห็นท้องฟ้าสีคราม ด้วยน้ำเสียงที่ช่างอ่อนล้าราวกับจะสลายไป ... โรคของนางนั้นเป็นโรคติดต่อร้ายแรง ดังนั้นในห้องที่อยู่หลังประตูบานนี้แม้แต่หน้าต่างก็ถูกปิดตายเพราะเกรงว่าเชื้อจะแพร่กระจายสู่คนอื่น การถูกกักอยู่ในห้องแบบนั้นคงจะเป็นอะไรที่ทรมานและสิ้นหวังสำหรับนางผู้หลงรักในความงดงามของธรรมชาติ ข้าจินตนาการเห็นเค้าร่างอันบอบบางของนางชันตัวนั่งอยู่บนเตียง ดวงตาคู่งามกำลังจ้องมองไปทางหน้าต่างที่ปิดตาย แม้เพียงแค่เสี้ยวหนึ่งของท้องฟ้าที่ถูกล้อมรอบด้วยกรอบสี่เหลี่ยมนางก็คงไม่มีโอกาสจะได้เห็น นั่นคือช่วงเวลาหนึ่งที่ข้าคิดได้ว่าข้าช่างไร้ประโยชน์เหลือเกิน ข้าไม่ใช่หมอ ดังนั้นจึงไม่สามารถรักษาอาการป่วยของนางได้ ข้าเป็นแค่คนขายดอกไม้คนหนึ่งเท่านั้น
ข้าจะปลูกดอกกุหลาบที่มีสีสันงดงามเฉกเช่นท้องฟ้าสีครามที่ท่านหลงรักให้จงได้...
ชั่ววินาทีที่ข้าเอ่ยคำนั้นออกไปคือวินาทีที่ข้าได้ตัดสินใจแล้วว่าจะทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อนางให้จงได้ ข้าไม่ใช่หมอ ข้าไม่สามารถบรรเทาความเจ็บป่วยของนาง ข้าไม่สามารถอยู่เคียงข้างคอยปลอบโยนนาง แต่ข้าเชื่อว่าคงต้องมีบางสิ่งที่คนขายดอกไม้เช่นข้าทำได้แน่ๆ ข้าจะสร้างดอกกุหลาบสีน้ำเงิน... ดอกกุหลาบซึ่งไม่เคยมีผู้ใดพบเห็นมาก่อน บุปผางามซึ่งไม่เคยปรากฏว่ามีอยู่จริงบนพิภพผืนนี้ ข้าเชื่อในปาฏิหาริย์ แม้ไม่อาจทุเลาความทรมานของนางได้ แต่มันจักเป็นท้องนภาสีครามที่นางรัก และจะกลายเป็นความสุข เป็นรอยยิ้ม เป็นความหวังของนางที่จะต่อสู้กับโรคร้ายนี้ต่อไป...
อา... มันช่างเป็นเรื่องที่น่าเศร้าเหลือเกิน ท่านทั้งหลายคงพอจะเดาได้ใช่ไหม จากทิวาเป็นราตรี จันทราลับแสงแลตะวันลับฟ้า สัปดาห์ผันเปลี่ยนไปเป็นเดือน จากเดือนผันแปรไปเป็นปี หลายพันทิวาราตรีผ่านพ้นไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า วสันต์ คิมหันต์ สารท และเหมันต์ หมุนเวียนเปลี่ยนและลาจาก แสงแวววับจากดารานับล้าน เสียงขับขานจากสกุณานับแสน พันมาลาผลิบานชูช่อและร่วงโรยสู่ธรณีเขียวชอุ่ม กาลเวลาช่างผ่านไปเนิ่นนานเหลือเกินจนข้าไม่อาจจดจำมันได้ ข้ารู้เพียงแค่นางผู้เป็นที่รักได้จากไปเสียแล้ว... ดวงวิญญาณของนางคงได้ไปอยู่ในพระหัตถ์ของพระผู้เป็นเจ้า แต่ดวงวิญญาณของข้าจักเวียนว่ายอยู่ในกาลเวลาอันเป็นนิรันดร์ตราบที่ข้าไม่สามารถสร้างดอกกุหลาบสีน้ำเงินขึ้นมาได้
กาลเวลาอันไม่สิ้นสุดได้ทำให้ข้าได้รู้
ดอกกุหลาบสีน้ำเงินไม่มีอยู่จริง เฉกเช่นปาฏิหาริย์ที่ไม่มีอยู่จริง
ข้าเป็นเพียงแค่คนโง่ที่ได้แต่หลงงมงายอยู่กับ “ปาฏิหาริย์”
สุดท้ายแล้ว ข้าก็ไม่สามารถทำสิ่งใดเพื่อนางผู้เป็นที่รักได้เลย
แต่ความรักที่ข้ามีต่อนาง จักเหนือล้ำยิ่งกว่าผู้ใดทั้งปวง ตลอดกาล...
ข้อเท็จจริง : ดอกกุหลาบสีน้ำเงินไม่สามารถเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติเพราะไม่มีเม็ดสีชื่อ “เดลฟินิดีน”
แต่ปัจจุบันสามารถทำได้โดยเทคนิคการตัดต่อพันธุกรรม
ผ.5 เขียนบันเทิงคดี
“ ผืนสมุทรกับสายลม ”
เยือกเย็น สุขุม รอบคอบ และยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าสิ่งใด นั่นคือมหาสมุทรผู้ครอบครองดินแดนส่วนใหญ่บนผืนธรณีแห่งนี้ แต่ที่พักของบุตรแห่งผืนสมุทรผู้ทรงอำนาจเหนือทุกสรรพสิ่งนั้นเป็นเพียงผืนน้ำแผ่ไพศาลและสงบนิ่งไร้ซึ่งคลื่นลม โลกใต้ท้องทะเลในการปกครองของเขานั้นเป็นเพียงเม็ดทรายอันราบเรียบ ไร้ซึ่งสีสัน ไร้ซึ่งความสวยงาม และไร้ซึ่งสรรพชีวิตอื่นใด
ในวันหนึ่ง เมื่อเสียงลำนำอันไพเราะดังกังวานสดใสมาจากชายฝั่ง สร้างความฉงนใจใคร่รู้แก่บุตรแห่งผืนสมุทรผู้ไม่เคยได้ยินบทเพลงใดๆเป็นอย่างยิ่ง เมื่อแหวกว่ายตามสำเนียงเสียงใสราวกับกระดิ่งนั้นไป เขาได้พบกับธิดาแห่งสายลม นางกำลังร้องเพลงพลางคลอเคล้ากับยอดไม้ใบหญ้า ด้วยทุกๆย่างก้าวการร่ายรำที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ยอดไม้พลิ้วไหวเสียดสีกันเป็นท่วงทำนอง แม้แต่ผืนน้ำที่นิ่งสงบมาตลอดกาลก็เกิดเป็นระลอกคลื่น...
ใช่แล้วล่ะ บุตรแห่งผืนสมุทรหลงรักนางเพียงแวบแรกที่ได้เห็น เขาพยามติดตามนางไปทุกที่อย่างเงียบๆ ไม่ว่าจะในป่าใหญ่หรือบนผาสูง กัดเซาะไปตามผืนดิน เกิดเป็นแม่น้ำลำห้วยตามที่ต่างๆ แม้เมื่อนางเอนกายพักผ่อนอย่างอ่อนเพลียบนพรมหญ้า เขาก็จะคอยเฝ้ามองใบหน้ายามหลับใหลนั้นอยู่ห่างๆไม่ละสายตา เพราะนางคือสายลม สายลมที่หากเผลอเพียงนิดเดียวจะพัดผ่านไปโดยไม่ทันตั้งตัว
แต่หาใช่ว่าสายลมนั้นจะไม่รู้ตัวเลยว่ามีผู้ติดตามที่ไม่ได้รับเชิญ เมื่อดวงตาของทั้งสองได้หันมาสบประสานกัน จุดเริ่มต้นของการสนทนาเล็กๆก็ได้เกิดขึ้น และนั่นกลับยิ่งทำให้ผืนสมุทรหลงรักนางมากขึ้นไปเป็นพันเท่าทวี เมื่อสายลมผู้ท่องเที่ยวผจญไปทุกแห่งหนได้เอ่ยถามถึงอาณาจักรใต้ท้องทะเลลึกซึ่งไม่เคยมีผู้ใดไปเยือนมาก่อน บุตรแห่งผืนสมุทรก็ผายมือต้อนรับการมาเยือนของนางอย่างเต็มใจ
ทว่า.. ใต้ผืนน้ำลึกล้ำสีเพทายนั้นช่างว่างเปล่า มีเพียงแค่เม็ดทรายและเศษหินแผ่ราบไร้จุดสิ้นสุดและไร้ซึ่งสิ่งใดดึงดูดใจ จะให้นางผู้รักการท่องเที่ยวยังดินแดนไกลไม่รู้สึกเบื่อหน่ายได้อย่างไร เพียงไม่ถึงครึ่งชั่วยามสายลมก็หมดความสนใจกับโลกใต้ผืนน้ำเสียแล้ว แต่บุตรแห่งผืนสมุทรก็ไม่ยอมแพ้
เขาตกแต่งดินแดนที่ว่างเปล่านี้ด้วยเปลือกหอยหลากสีสันสวยงาม และเมื่อสายลมกลับมาอีกครั้ง โลกใต้ผืนน้ำที่นางรู้จักก็ได้เปลี่ยนไป จากผืนทรายเศษหินอันอ้างว้างได้ บัดนี้ถูกแต่งแต้มประดับด้วยเปลือกหอยหลากสีสวยงาม สายลมรู้สึกตื่นเต้นมาก นางกล่าวขอบคุณผืนสมุทร ก่อนจะร่ายรำสำรวจเหล่าสีสันในดินแดนแห่งนี้อย่างร่าเริง ...บุตรแห่งผืนสมุทรมีความสุขเหลือเกิน
ทว่า... เพียงแค่เปลือกหอยหลากสีกับผืนทรายไร้ที่สิ้นสุด ดินแดนซึ่งไร้สิ่งใดดึงดูดใจนี้ จะทำให้นางผู้รักการขับขานบทเพลงคลอเคล้ายอดไม้ใบหญ้าไม่รู้สึกเบื่อหน่ายได้อย่างไร เพียงไม่กี่ชั่วยามสายลมก็หมดความสนใจกับโลกใต้ผืนน้ำเสียแล้ว แต่บุตรแห่งผืนสมุทรก็ไม่ยอมแพ้
เขาตกแต่งดินแดนผืนทรายและเปลือกหอยนี้ด้วยแนวปะการังและพืชน้ำ เมื่อสายลมกลับมาอีกครั้ง โลกใต้ผืนน้ำที่นางรู้จักก็ได้เปลี่ยนไป จากดินแดนที่มีเพียงเปลือกหอยและเม็ดทราย บัดนี้ถูกประดับจัดวางด้วยปะการังสีสวยสลับสี สายลมรู้สึกตื่นเต้นมาก นางกล่าวขอบคุณผืนสมุทร ก่อนจะขับขานลำนำเพลงอันไพเราะคลอเคล้าอย่างสดใส ...บุตรแห่งผืนสมุทรมีความสุขเหลือเกิน
ทว่า... เพียงแค่มีแนวปะการังและพืชน้ำนั้นก็ไม่อาจเพียงพอ ดินแดนซึ่งไร้สิ่งใดดึงดูดใจนี้ จะทำให้ผู้รักในการหยอกล้อกับสรรพชีวิตเช่นนางไม่รู้สึกเบื่อหน่ายได้อย่างไร เพียงไม่กี่วันสายลมก็หมดความสนใจกับโลกใต้ผืนน้ำเสียแล้ว แต่บุตรแห่งผืนสมุทรก็ไม่ยอมแพ้
เขานำหมู่ปลาหลากสีแลสายพันธุ์มาแหวกว่ายอาศัยในดินแดนแห่งนี้ เมื่อสายลมกลับมาอีกครั้ง โลกใต้ผืนน้ำที่นางรู้จักก็ได้เปลี่ยนไป จากดินแดนที่ไร้สรรพชีวิตใดๆ บัดนี้กลายเป็นที่พักอาศัยของหมู่ปลาหลากหลายมากมาย สายลมรู้สึกตื่นเต้นมาก นางกล่าวขอบคุณผืนสมุทร ก่อนจะเข้าไปหยอกล้อพูดคุยกบัพวกมันอย่างตื่นเต้น ...บุตรแห่งผืนสมุทรมีความสุขเหลือเกิน
ทว่า... เพียงแค่หมู่ปลานานาพันธุ์แหวกว่ายนั้นก็ไม่อาจเพียงพอ ผืนสมุทรไม่อาจนึกออกแล้วว่าสายลมต้องการสิ่งใดอีก ที่นี่มีทั้งผืนทรายประดับเปลือกหอยหลากสี มีทั้งแนวปะการังแลพืชน้ำพลิ้วปลิวตามแนวคลื่น มีทั้งหมู่ปลาแหวกว่ายตามสายชล เหตุใดเล่าสายลมยังเบื่อหน่ายอีก หรือเพราะทุกสิ่งยังไม่ตระการตาพอสำหรับนาง
นางได้ฟังก็กล่าวตอบว่า นางไม่ได้รู้สึกเบื่อหน่ายเลย ที่นี่มีทั้งสีสัน ทั้งความสวยงาม และสรรพชีวิตมากมาย แต่กลับมีสิ่งหนึ่งสิ่งเดียว ซึ่งแม้บุตรแห่งผืนสมุทรผู้ทรงอำนาจเหนือทุกสรรพสิ่งเพียงใดก็ไม่อาจมอบให้นางได้ คำตอบของนางสร้างความฉงนใจแก่เขายิ่งนัก ... สิ่งที่นางต้องการก็คือ...
“ความอบอุ่นเยี่ยงแสงตะวัน”
ใต้ผืนน้ำลึกล้ำสีเพทายนั้นช่างงดงามและมีชีวิตชีวาไม่เงียบเหงาอ้างว้างเหมือนเช่นเดิม เต็มไปด้วยสีสันสดสวยซึ่งถูกแต่งแต้มเพื่อเอาใจสายลม แต่เมื่อปราศจากความอบอุ่นแล้ว ไม่ว่าจะงดงามหรือเลอค่าเพียงใดก็ไร้ประโยชน์ บุตรแห่งมหาสมุทรพึ่งรู้ตัวว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เขามีช่างไร้ค่าเหลือเกิน ไม่มีสิ่งใดที่สามารถผูกมัดนางให้อยู่เคียงคู่เขาไปได้ชั่วนิรันดร์ เขาไม่สามารถนำความอบอุ่นอ่อนโยนเยี่ยงนั้นมาสู่ใต้ผืนน้ำอันเย็นเยียบได้ ... เพราะว่าเขาไม่ใช่แสงตะวันสำหรับนาง และนั่นก็เป็นคำตอบที่เพียงพอแล้ว
edit @ 29 Dec 2011 19:36:12 by ||CagedCanary||
edit @ 24 Jan 2012 22:36:42 by ||CagedCanary||







ยังไงก็เป็นกำลังใจให้คนแต่งนะค่ะ สำนวนดีนะชอบมากเลย อ่านแล้วเพ้อ 555+
#1 By เด็กหลงทาง (27.130.152.128) on 2011-12-28 22:02